วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ลำไส้เล็ก(small intestine)

ลำไส้เล็ก(small intestine)
       ลำไส้เล็ก  (Small Intestine)เป็นส่วนที่ยาวที่สุดของทางเดินอาหาร  ต่อมาจากกระเพาะอาหารมีความยาวประมาณ 7-8 เมตร ผนังด้านในของลำไส้เล็กมีลักษณะเป็นลอนตามขวาง  มีส่วนยื่นเล็กๆมากมายเป็นตุ่ม  เรียกว่า วิลลัส(Villus พหูพจน์เรียกว่า  Villi) เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมสารอาหารที่ย่อยแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงสร้างของลำไส้เล็ก 
    ลำไส้เล็กของคนมีลักษณะคล้ายท่อขดไปมาอยู่ในช่องท้องแบ่งเป็น  3 ตอน คือ
- ดูโอดีนัม  (Duodenum) ยาวประมาณ  30 เซนติเมตร  มีรูปร่างเหมือนตัวยูคลุมอยู่รอบๆบริเวณส่วนหัวของตับอ่อน  (Pancreas)ภายในดูโอดีนัมมีต่อมสร้างน้ำย่อยและเป็นตำแหน่ง
ที่ของเหลวจากตับอ่อนและน้ำดีจากตับมาเปิดเข้า  จึงเป็นตำแหน่งที่มีการย่อยเกิดขึ้นมากที่สุด
- จิจูนัม  (Jejunum) ยาวประมาณ  2ใน  6 ของลำไส้เล็กหรือประมาณ  3-4 เมตร
- ไอเลียม  (Ileum)  เป็นลำไส้เล็กส่วนสุดท้ายปลายสุดของไอเลียมต่อกับลำไส้ใหญ่
           บริเวณลำไส้ตอนต้น  (Duodenum) จะมีน้ำย่อยจากสามแหล่งมาผสมกับไคม์Chyme = อาหารที่คลุกเคล้ากับน้ำย่อยและถูกย่อยไปบางส่วน  มีลักษณะคล้ายซุปข้นๆ) ได้แก่น้ำย่อยจากผนังลำไส้เล็ก  (Intestinal Juice)น้ำย่อยจากตับอ่อน  (Pancreatic Juice)น้ำดี  (Bile)จากตับ  (Liver)ซึ่งนำมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี

การย่อยและการดูดซึมในลำไส้เล็ก โดยเอนไซม์ในลำไส้เล็กจะทำงานได้ดีในสภาพที่เป็นเบส
ซึ่งเอนไซม์ที่ลำไส้เล็กสร้างขึ้น ได้แก่
น้ำย่อยมอลเทส (maltase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลมอลโทสให้เป็นกลูโคส (ข้าว มัน )
น้ำย่อยซูเครส (sucrase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลทรายหรือน้ำตาลซูโครส (sucrose) ให้เป็นกลูโคสกับ
ฟรุกโทส (fructose) (ผลไม้)
น้ำย่อยแล็กเทส (lactase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลแล็กโทส (lactose) ให้เป็นกลูโคสกับกาแล็กโทส (galactose)  (นม )
       น้ำย่อยของตับอ่อน  (pancreas)
      
 น้ำย่อยของตับอ่อน  (Pancreatic Juice) เป็นเอนไซม์ที่สร้างมาจากตับอ่อน  (Pancreas) มีสภาพเป็นเบส  ประกอบด้วย
-
 โซเดียมไบคาร์บอเนต  (NaHCO3)มีคุณสมบัติเป็นเบส  จึงถือว่าเหมาะสมที่จะทำให้ลำไส้เล็กมีสภาวะเป็นเบส  ซึ่งเอนไซม์ต่างๆ  (จาก  3แหล่ง) จะทำงานได้ (ยกเว้น  Pepsin จากกระเพาะอาหารจะหมดประสิทธิภาพ)เพราะในขณะที่อาหารผ่านกระเพาะอาหารมีสภาวะเป็นกรด
-
 น้ำย่อยอะไมเลส  (Amylase) ทำหน้าที่ย่อยแป้ง (Starch) และ  เด็กทริน (Dextrin) มอลโทส (Maltose)
-
 น้ำย่อยไลเปส  (Lipase) ทำหน้าที่ย่อยไขมัน (Fat) กรดไขมัน (Fatty Acid) และกลีเซอรอล (Grycerol)
- ทริพซิโนเจน  (Trypsinogen) (เมื่อเกิดใหม่ๆ ยังเป็นเอนไซม์ที่ย่อยอาหารไม่ได้  แต่เมื่อผ่านถึงลำไส้เล็กตอนต้น  จะเปลี่ยนสภาพเป็น Trypsin โดยอาศัยเอนไซม์  Enterokinase จากผนังลำไส้เล็กช่วย เอนไซม์  Trypsin
จะย่อย  Protein และ  Polypeptide Peptide (Trypsin ย่อยโปรตีนต่อจาก  Pepsin ซึ่งหมดหน้าที่เมื่ออาหารมีสภาพเป็นเบส เพราะ  Pepsin ทำหน้าที่ได้ดีในสภาวะที่เป็นกรดสูง)
- ไคโมทริพซิน  (Chymotrypsin) ย่อย  Polypeptide (ต่อจาก Trypsin )

- คาร์บอกซีเปปติเดส  (Carboxypeptidase) ย่อย  Peptide ได้ Amino Acid

กระเพาะอาหาร

กระเพาะอาหาร
        กระเพาะอาหารเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อจากหลอดอาหาร  อยู่บริเวณด้านบนซ้ายของช่องท้อง  ถัดจากกระบังลมลงมา  มีความยาวประมาณ  10 นิ้ว  กว้าง  5 นิ้ว  จึงถือว่าเป็นส่วนของทางเดินอาหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 
แบ่งออกได้เป็น  3  ส่วนคือ
1. ส่วนบนสุด  หรือส่วนใกล้หัวใจ  (Cardiac Region หรือ  Cardium) อยู่ต่อจากหลอดอาหาร  มีกล้ามเนื้อหูรูด (Cardiac Sphincter)
2. ฟันดัส (Fundus) เป็นส่วนที่ 2 มีลักษณะเป็นกระพุ้ง

3. ไพโลรัส  (Pylorus) เป็นส่วนปลายที่ติดต่อกับลำไส้เล็ก  เป็นส่วนที่แคบกว่าส่วนอื่นๆ  ตอนปลายของกระเพาะอาหารส่วนนี้มีกล้ามเนื้อหูรูด  เรียกว่า  ไพโลริด  สฟิงก์เตอร์  (Pyloric Sphincter) ป้องกันมิให้อาหารเคลื่อนเลยกระเพาะอาหารขณะย่อย    กระเพาะอาหารมีกล้ามเนื้อหนาแข็งแรงมาก และยืดหยุ่นขยายขนาดบรรจุได้ถึง  1000-2000  ลูกบาศก์เซนติเมตร
โครงสร้างของกระเพาะอาหาร
          ภายในกระเพาะอาหารจะมีผนัง  มีลักษณะเป็นคลื่น  เรียกว่ารูกี  (Rugae) มีต่อมสร้างน้ำย่อยประมาณ  35 ล้านต่อม  เรียกว่า  Gastric Gland สร้างน้ำย่อยของกระเพาะอาหารเรียกว่า  Gastric Juice ซึ่งเอนไซม์นี้มีองค์ประกอบหลายอย่าง  ได้แก่  กรดเกลือ  โปตัสเซียม  คลอไรด์  น้ำเมือก  (Mucus) และเอนไซม์เปปซิน (Pepsin)เรนนิน  (Renin) และไลเปส  (Lipase)  เมื่อสารองค์ประกอบเหล่านี้รวมตัวกับสารอาหารจนเหลวและเข้ากันดีคล้ายซุปข้นๆ  เรียกว่า  ไคม์  (Chyme) การควบคุมการหลั่งน้ำย่อยของกระเพาะอาหาร
การทำงานของกระเพาะอาหาร(stomach)   
         มีการย่อยเชิงกลโดยการบีบตัวของกล้ามเนื้อทางเดินอาหารและมีการย่อยทางเคมีโดยเอนไซม์เปปซิน (pepsin)
ซึ่งจะทำงานได้ดีในสภาพที่เป็นกรด โดยชั้นในสุดของกระเพาะจะมีต่อมสร้างน้ำย่อยซึ่งมีเอนไซม์เปปซินและกรดไฮโดรคลอริก(กรดเกลือ) เป็นส่วนประกอบ เอนไซม์เปปซินจะย่อยโปรตีนให้เป็นเปปไทด์ (peptide)ในกระเพาะอาหารนี้ยังมีเอนไซม์อยู่อีกชนิดหนึ่งชื่อว่า
 เรนนิน '' ทำหน้าที่ย่อยโปรตีนในน้ำนม ในขณะที่ไม่มีอาหาร กระเพาะอาหารจะมีขนาด 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร
แต่เมื่อมีอาหารจะมีการขยายได้อีก 10 – 40 เท่า
 

หลอดอาหาร

หลอดอาหาร

           หลอดอาหาร เป็นท่อกลวงขนาดสั้น มีความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ส่วนปลายของหลอดอาหารเป็นกล้าเนื้อหูรูด ซึ่งสามารถบีบตัวให้หลอดอาหารปิด  เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อยกลับสู่หลอดอาหารอีก หลอดอาหารไม่มีหน้าที่ในการย่อยอาหาร แต่ทำหน้าที่เป็นทางลำเลียงอาหารไปสู่กระเพาะอาหารเท่านั้น ท่อลำเลียงอาหารอยู่ด้านหลังของหลอดลมและทะลุกระบังลมไปต่อกับปลายบนของกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่เคี้ยวแล้วลงสู่กระเพาะอาหาร โดยการบีบรัดขอผนังกล้ามเนื้อ

คอหอยและการกลืน

คอหอยและการกลืน
 
หลังจากที่อาหารถูกเคี้ยวและผสมกับน้ำลายจนอ่อนนิ่มแล้วอาหารก็พร้อมที่จะถูกกลืนโดยลิ้นจนดันก้อนอาหาร  (Bolus)ไปทางด้านหลังให้ลงสู่ช่องคอ  ซึ่งจะมีผลให้เกิดรีเฟล็กซ์ (Reflex)
ตามลำดับดังนี้
1. 
เพดานอ่อน  (Solf Palate) ถูกดันยกขึ้นไปปิดช่องจมูกเพื่อไม่ให้เกิดการสำลักและไม่ให้อาหารเข้าไปในช่องจมูก
2. 
เส้นเลียง  (Vocal Cord) ถูกดึงให้มาชิดกัน  และฝาปิดกล่องเสียง  (Epiglottis) จะเคลื่อนมาทางข้างหลังปิดหลอดลมเอาไว้ป้องกันไม่ให้อาหารตกเข้าสู่หลอดลม
3. 
กล่องเสียง  (Larynx) ถูกยกขึ้นทำให้รูเปิดช่องคอมีขนาดใหญ่ขึ้น

4. กล้ามเนื้อบริเวณคอหอย  หดตัวให้ก้อนอาหาร  (Bolus) เคลื่อนลงไปในหลอดอาหารได้โดยไม่พลัดตกลงไปในหลอดลมหรือเคลื่อนขึ้นไปในช่องจมูก

ปาก (mouth)

ปาก (mouth)
       
 การย่อยในปาก   เริ่มต้นจากการเคี้ยวอาหารโดยการทำงานร่วมกันของ ฟัน ลิ้น และแก้ม ซึ่งถือเป็นการย่อยเชิงกล ทำให้อาหารกลายเป็นชิ้นเล็ก ๆ  มีพื้นที่ผิวสัมผัสกับเอนไซม์ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันต่อมน้ำลายก็จะหลั่งน้ำลายออกมาช่วยคลุกเคล้าให้อาหารเป็นก้อนลื่นสะดวกต่อการกลืน  เอนไซม์ในน้ำลาย คือ ไทยาลิน หรืออะไมเลสจะย่อยแป้งในระยะเวลาสั้น ๆ ในขณะที่อยู่ในช่องปากให้กลายเป็นเดกซ์ทริน (Dextrin) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กกว่าแป้ง แต่ใหญ่กว่าน้ำตาล  และถูกย่อยต่อไปจนเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่   คือ มอลโตส อวัยวะที่ช่วยย่อยอาหารในปาก


***ต่อมน้ำลาย
ต่อมน้ำลาย (Silvary Gland) เป็นต่อมมีท่อ  ทำหน้าที่ผลิตน้ำลาย (Saliva) ต่อมน้ำลายของคนมีอยู่ 3 คู่ คือ         
1. 
 ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น (Sublingual  Gland) 1 คู่
2. 
 ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรล่าง (Submandibulary Gland) 1 คู่
3. 
 ต่อมน้ำลายข้างกกหู (Parotid Gland)  1 คู่
ต่อมน้ำลายทั้ง 3 คู่นี้ ทำหน้าที่สร้างน้ำลายที่มีเอนไซม์( น้ำย่อย) ชื่ออะไมเลส  ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารจำพวกแป้งเท่านั้น
(
 ต่อมน้ำลายจะผลิตน้ำลายได้วันละ     1 – 1.5 ลิตร )

อวัยวะที่เป็นทางเดินอาหาร

อวัยวะที่เป็นทางเดินอาหาร
           ทำหน้าที่ในการรับและส่งอาหารโดยเริ่มจาก

  ปากคอหอยกระเพาะลำไส้เล็ก สำไส้ใหญ่ทวารหนัก ดังรูป